ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ! เมื่อสะเก็ดเงินนำไปสู่ปัญหา “ไขมันพอกตับ”

หลายคนอาจสงสัยว่า “ไขมันพอกตับ” มาเกี่ยวข้องกับ “สะเก็ดเงิน” ได้อย่างไร คำตอบคือ..ทั้งสองโรค นี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ โดยข้อมูลจาก www.healthline.com เปิดเผยว่า ผลการวิจัยจากต่างประเทศหลายฉบับรายงานว่าผู้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงินบางรายมีภาวะของไขมันพอกตับร่วมด้วยซึ่งภาวะไขมันพอกตับเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ

1.ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง จนทำให้เกิดไขมันจำนวนมากสะสมอยู่ที่ตับ

2.ภาวะไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ติดต่อกันเป็นเวลานาน จนส่งผลถึงตับ ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดการสะสมของไขมันที่ตับทั้งนี้เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปขยายหลอดเลือด ส่งผลให้ลิมโฟไซต์ ชนิด T cells ในเม็ดเลือดขาว ที่ปกติทำหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกินไป ทำให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการแบ่งตัวและเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ จนก่อให้เกิดการอักเสบของผื่นสะเก็ดเงินลุกลามมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงินชนิดค่อนข้างรุนแรง  มักต้องรับประทานยากดภูมิอย่าง เมทโทเทรกเสท (methotrexate)เพื่อช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติ รวมถึงมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยหากรับประทานติดต่อกันนานหลายปีจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งได้ แพทย์จึงต้องทำการวินิจฉัยการทำงานของเม็ดเลือด ตับ และไตเป็นระยะๆ  เช่นเดียวกับยาในกลุ่มวิตามิน A อย่างอาซิเทรติน (acitretin)พบผลข้างเคียงทำให้เกิดตับอักเสบด้วยเช่นกันจึงมีข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ตั้งใจจะมีบุตร  ต้องคุมกำเนิดขณะรับประทานยาและคุมต่อไปอีก 3 ปีหลังหยุดยา

สัญญาณเตือน  “ไขมันพอกตับ”

เมื่อเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นมา ในระยะแรกอาจไม่ปรากฏอาการทางร่างกายให้เห็นชัดเจนนัก หลายคนอาจคาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าตับกำลังมีปัญหา ได้แก่ อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย เบื่ออาหาร และตึง ๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา อีกทั้งหากคุณมีไลฟ์สไตล์อยู่ในความเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะน้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน มีไขมันสะสมที่หน้าท้อง พยายามลดน้ำหนักอย่างไรก็ลดไม่ลงตอนนี้ถ้าคุณไปตรวจสุขภาพ เมื่อตรวจเลือดดูจะพบว่าค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ซึ่งแสดงถึงภาวะตับอักเสบนั่นเอง

 

Visitors: 24,529