เช็กก่อนสาย! 10 พฤติกรรม ที่ทำผิวคุณขาด “น้ำ”

ในปัจจุบันพบว่ามีหนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคน มักจะประสบปัญหาในเรื่องของผิวหนังขาดน้ำ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาผิวหนังที่รุนแรงอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีปัญหาผิวหนังที่รุนแรงอยู่แล้ว อย่างสะเก็ดเงิน  เป็นต้น รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม

นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลอาการแรกของผิวขาดน้ำที่พบคือผิวจะมีลักษณะหยาบ  อาการต่อมา คือ เริ่มเป็นขุย (เมื่อขาดน้ำมากอย่างต่อเนื่อง)  และเกิดอาการผิวแตก สาเหตุนั้นมาจากการสูญเสียน้ำออกจากผิวหนัง ซึ่งเกิดจากกลไกสำคัญ 3 ประการได้แก่...

  1. ผิวลอกเป็นขุยจากความผิดปกติในการสร้าง ทำให้เสียความสามารถในการรักษาน้ำไว้ที่ผิวหนัง
  2. ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ ทำให้ไม่มีเวลาพอในการสร้างผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคลที่สมบูรณ์ได้ (โดยหนังกำพร้าชั้นนอกสุดมีส่วนประกอบเป็นชั้นไขมันแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล เมื่อผิวหนังที่มีการหมุนเวียนรวดเร็วจะไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน จึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำให้คงอยู่ในผิวหนัง มักพบในผู้ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลัดผิวในความเข้มข้นสูงและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ผิวก็จะมีลักษณะบางแดงง่าย) 
  3. มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น detergents ทำให้สูญเสียไขมันชั้นหนังกำพร้าไปเป็นผลทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

10 นิสัย หรือ สัญญาณเตือนที่เป็นสาเหตุว่าผิวเริ่มมีอาการขาดน้ำ

  1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป  
  2. อยู่ในห้องแอร์เป็นส่วนใหญ่   
  3. ชอบอาบน้ำอุ่นเป็นประจำ
  4. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวเป็นประจำ (ซึ่งมักพบใน ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวขาว) 
  5. หลังจากล้างหน้าแล้วไม่รีบทามอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์ทันที  
  6. ไม่ค่อยใส่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นได้หรือเปล่า 
  7. ทาครีมบำรุงแล้วยังรู้สึกว่าผิวสาก กร้าน (อาจมีขุยหรือไม่มีขุย) แต่ก็ยังมีน้ำมันออกมาเคลือบผิว
  8. ไม่ค่อยชอบทาครีมกันแดดหรือลืมทาครีมกันแดดบ่อยๆ 
  9. ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีฤทธิ์ในการชะล้างรุนแรง 
  10. อายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป

วิธีการสังเกตผิวหนังของตัวเองอย่างง่าย ๆ ว่าเข้าข่ายขาดน้ำหรือยัง...

  1. สังเกตผิวหนังภายนอกเหมือนมีน้ำมันออกมาเคลือบ
  2. เมื่อดูผิวหนังใกล้ ๆ จะเห็นริ้ว ๆ หรือกร้าน ๆ (ลองนึกภาพเวลาที่เราอยู่ใกล้ความร้อนนานๆ เช่น เวลาอยู่หน้าเตาตอนทำกับข้าว)
  3. ลูบผิวดูแล้วจะรู้สึกว่าผิวไม่นุ่มเนียน ไม่เรียบ ถ้าเป็นมากอาจรู้สึกว่าผิวสากๆ
  4. อาการจะเป็นมากประมาณสาย ๆ หรือช่วงบ่าย ๆ ของวัน พอซับมันแล้วเติมแป้งจะไม่เรียบเนียนเหมือนแต่งตอนเช้า ส่วนผิวขาดน้ำเกี่ยวกับผิวมันอย่างไรนั้น... กล่าวคือเมื่อผิวขาดน้ำก็เสมือนว่าผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวจะพยายามผลิตน้ำมันออกมาเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป (ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ) จึงทำให้ผิวมีความมันมากกว่าปกติ ทั้งๆที่อาการขาดน้ำยังไม่ได้รับการแก้ไข หากปล่อยไว้นานจะทำให้ผิวหนังสูญเสียการทำงาน ขาดความกระชับ ยืดหยุ่น และนำไปสู่ผิวอ่อนแอในที่สุด 

การดูแลรักษาสภาวะผิวหนังขาดน้ำหรือสูญเสียน้ำ

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการดูแลป้องกันและรักษาผิวหนังมีหลักอยู่  4 ประการได้แก่

  1. เรื่องของสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรามีอิทธิพลต่อการเกิดผิวแห้งอย่างมาก
  2. ลักษณะผิวหนังของแต่ละบุคคลว่าแห้งมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคนว่าลักษณะของผิวเป็นอย่างไร หากผิวหนังแห้งไม่มากก็จัดเป็นคนผิวแห้งอย่างไม่เป็นโรค ถ้าลักษณะทางพันธุกรรมมีความผิดปกติมากก็อาจเกิดโรคผิวแห้งได้   เช่น เด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ / โรค Ichthyosis 
  3. เรื่องของอายุ เมื่ออายุย่างเข้าวัยทองต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารไขมันลดลง ทำให้เกิดลักษณะผิวแห้ง  จึงจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์เคลือบผิว
  4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล บุคคลใดที่ชอบล้างมือบ่อย ๆ ฟอกตัวด้วยสบู่ที่เป็นด่างเป็นเวลานาน หรือออกแดด หรือทำงานอยู่กลางแจ้งเป็นประจำ

เรื่องของผิวหนังนั้นแนะนำให้ดูแลรักษาตนเองให้ดี หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ดูแลรักษาผิวพรรณ ดูแลไม่ให้ผิวไปกระทบกับสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น แสงแดด สารพิษต่าง ๆ รักษาธรรมชาติ เพราะธรรมชาติดี ผิวหนังของเราก็จะดีตามไปด้วย

 

Visitors: 25,936